rparhamsrelics.com

ข้อมูล เจดอน ซานโช่ ปีกแนวรุกของทีมผีแดง

ข้อมูลส่วนตัว

  • ชื่อเต็ม : เจดอน มาลิค ซานโซ่
  • เกิด : 25 มีนาคม 2000
  • อายุ : 21 ปี
  • สัญชาติ : อังกฤษ
  • ส่วนสูง : 180 เซนติเมตร
  • ตำแหน่ง : ปีก

เส้นทางฟุตบอล

เจดอน ซานโช่ เกิดที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยเริ่มต้นเส้นทางฟุตบอลด้วยการเข้าสู่อะคาเดมีของสโมสร วัตฟอร์ด ตั้งแต่วัยเพียง7 ขวบ ก่อนจะพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาตามลำดับ ซึ่งเจ้าหนูซานโช่มี ทีมเชลซี เป็นสโมสรโปรด พร้อมกับมีนักเตะอย่าง  แฟรงก์ แลมพาร์ด เป็นไอดอลของตัวเอง

โดยเจดอน ซานโช่ ค่อยๆพัฒนาฝีเท้าจนได้รับความสนใจจากหลายสโมสรยักษ์ใหญ่ในพรีเมียร์ลีก และในที่สุด ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็สมหวังสามารถ ดึงตัว ซานโช่ ในวัย 14 ปี ไปร่วมทีมได้สำเร็จเมื่อปี 2015 และเมื่อเจดอน ซานโช่ได้เข้ามาสู่ ทีม เรือใบสีฟ้า ซึ่งเป็นสโมสรที่มีความเพียบพร้อมทุกด้าน ยิ่งทำให้ เจดอนซานโช่ พัฒนาตัวเองได้อย่างก้าวกระโดด  โดยประธานสโมสร คาลดูนอัลมูบารัค ประกาศเลยว่า ซานโช่ จะได้รับการผลักดันให้ขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่โดยเร็วที่สุด

และปี 2017 การเจรจาไม่ลงตัว ทำให้ เจดอน ซานโช่ แสดงทีท่าชัดเจนว่าต้องการย้ายทีม และเป็น ทีม“เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยักษ์ใหญ่แห่งศึกบุนเดสลีกา ที่เข้ามาร่วมเจรจาและต้องการกระชากตัว ซานโช่ ไปร่วมทีมด้วยค่าตัว 8 ล้านปอนด์ เมื่อเดือนสิงหาคม 2017 โดยทีมดอร์ทมุนด์การันตีว่า เจดอน ซานโช่ จะได้เข้าสู่ทีมชุดใหญ่ พร้อมกับมอบเสื้อเบอร์ 7 ให้ทันที หลังจากเจ้าของเดิมคือ อุสมาน เดมเบเล่ ย้ายไปยังทีมบาร์เซโลน่า

และสำหรับฤดูกาลแรกกับทีมดอร์ทมุนด์ ซานโช่ได้ลงสนามในบุนเดสลีกา 12 นัด ยิงไป 1 ประตู ในฤดูกาล2017-18 ซึ่งถือว่าไม่เลวเลยสำหรับนักเตะวัยเพียง 17 ย่าง 18 ปี ที่หิ้วสตั๊ดออกมาค้าแข้งในลีกระดับท็อปของยุโรปเป็นครั้งแรก

และในฤดูกาล 2018-19 เจดอน ซานโช่สามารถปรับตัวเข้ากับทีมดอร์ทมุนด์ได้อย่างลงตัว และสามารถระเบิดฟอร์มสุดยอดจนก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลักของทีมได้ โดยได้ลงสนามในลีกครบทั้ง 34 เกม (ตัวจริง 26 นัด) และยิงซัดไปถึง 12 ประตู พร้อมกับครองตำแหน่งจอมแอสซิสต์ของลีก หลังจากจ่ายบอลให้เพื่อนยิงได้ถึง 18 ครั้งต่อมาในฤดูกาล2019-20 ผลงานของ เจดอน ซานโช่ ยิ่งพุ่งทะยานสูงขึ้นไปอีก ด้วยผลงานลงสนาม 44 นัดในทุกรายการ ยิงไป 20 ประตู 20 แอสซิสต์

และฤดูกาลล่าสุด 2020-21 ฟอร์มของเจดอน ซานโซ่ก็ไม่ได้แผ่วลงไปเลย หลังจากกระหน่ำยิงไป 16 ประตู กับอีก 20 แอสซิสต์ ซึ่งสถิติเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า เจดอน ซานโช่ คือตัวรุกที่ครบเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นการแอสซิสต์ หรือการยิงประตูด้วยตัวเองอันเฉียบขาด

และจากฟอร์มอันร้อนแรงตลอดช่วง 1-2 ปีหลังที่ผ่านมานี่เอง ทำให้ชื่อของ เจดอน ซานโช่ ถูกนำไปโยงกับสโมสรยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรปมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทีมปิศาจแดง  แมนฯ ยูไนเต็ด ที่มีข่าวต้องการกระชากตัว ซานโช่ กลับมาลุยลีกผู้ดี มานานนับปี แต่ก็ยังไม่สามารถปิดดีลได้เสียที

จนกระทั่งล่าสุด สาวกผีแดงก็ได้เฮสนั่นลั่นทุ่งในรั้วผีแดง เมื่อวันที่ 23 กรกฏาคม2021 โดยสโมสรแมนฯ ยูไนเต็ด ประกาศอย่างเป็นทางการ เปิดตัว เจดอน ซานโช่ มาร่วมทีมได้สำเร็จ ด้วยค่าตัว 73 ล้านปอนด์ พร้อมรับยูนิฟอร์มผีแดงหมายเลข 25 ไปครอบครอง เป็นอันจบมหากาพย์อันยาวนานนับปีลงไปเป็นที่เรียบร้อย

ผลงานทีมชาติ

เจดอน ซานโช่ติดทีมชาติอังกฤษไล่มาตั้งแต่ชุดยู-16, ยู-17 และ ยู-19 โดยมีผลงานที่โดดเด่นคือตำแหน่งรองแชมป์ฟุตบอลยูโร ยู-17 ปี 2017 และแชมป์โลก ยู-17 ในปีเดียวกัน

และในทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ เจดอน ซานโช่ได้ลงประเดิมสนามให้กับทีมชาติอังกฤษนัดแรกด้วยวัย 18 ปี ในเกมยูฟ่าเนชั่นส์ ลีก ซึ่งลงมาเป็นตัวสำรองในเกมที่เสมอ โครเอเชีย 0-0 เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2018 จากนั้นเจดอน ซานโช่สามารถยิงประตูแรกในนามทีมชาติได้ในเกมที่ชนะ โคโซโว 5-0 ในศึกยูโร 2020 รอบคัดเลือก เมื่อวันที่ 10 กันยายน2019

ต่อมาเจดอน ซานโช่ ได้เป็น1ในขุนพลทีมชาติอังกฤษของกุนซือแกเรธเซาธ์เกต ลุยศึกฟุตบอลยูโร 2020 โดยทีมชาติอังกฤษทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ก่อนจะอกหักพ่ายต่อดวลจุดโทษต่อ อิตาลี 2-3 ซึ่ง ซานโช่ เป็น 1 ใน 3 แข้งอังกฤษที่ยิงจุดโทษพลาด และจบด้วยตำแหน่งรองแชมป์ของทัวร์นาเมนต์

เกียรติประวัติ

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

  • แชมป์เดเอฟเบ โพคาล2020-21
  • แชมป์เดเอฟเบ ซูเปอร์คัพ2019
  • ติดทีมยอดเยี่ยมบุนเดสลีกา 2018-19, 2019-20

ทีมชาติอังกฤษ

  • รองแชมป์ยูโร 2020
  • แชมป์โลก ยู-17 ปี 2017
  • รองแชมป์ยูโร ยู-17 ปี 2017
  • ผู้เล่นยอดเยี่ยมฟุตบอลยูโร ยู-17 ปี 2017

 

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ตำนานดาวยิงทีมชาตินอร์เวย์ ผู้สร้างปาฏิหาริย์ให้ผีแดง คว้า “ทริปเปิ้ลแชมป์” ในปี 1999

ข้อมูลส่วนตัว

ชื่อเต็ม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

ฉายา : เพชฌฆาตหน้าทารก

เกิด : 26 กุมภาพันธ์ 1973 (2516) ที่เมืองคริสเตียนซุนด์ ประเทศนอร์เวย์

อายุ : 47 ปี

สัญชาติ : นอร์เวย์

ตำแหน่ง : กองหน้า

ส่วนสูง : 178 เซนติเมตร

เส้นทางฟุตบอล

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เกิดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 1973 ที่เมือง คริสเตียนซุนด์ ประเทศนอร์เวย์ โดยเขาเริ่มเส้นทางสายฟุตบอล จากการเตะฟุตบอลเป็นงานอดิเรก กับทีม เคลาเซเนนเก้น ทีมระดับดิวิชั่น 3 ของประเทศนอร์เวย์ ก่อนที่จะย้ายไปเล่นให้กับ โมลด์ ทีมในลีกสูงสุดของประเทศ ในปี 1995 ซึ่ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ในวัย 22 ปี สามารถโชว์ฟอร์มได้ร้อนแรง จนถูกเรียกตัวติด ทีมชาตินอร์เวย์ ชุดใหญ่ และได้รับฉายาว่า “อลัน เชียร์เรอร์ แห่งนอร์เวย์” จนกลายเป็นที่จับจ้องของบรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรป

ในกลางปี 1996 หลังจากที่  โซลชา ลงสนามให้ ทีมโมลด์ ไป 45 นัด และยิงไปถึง 33 ประตู เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเวลานั้น ก็ไม่รอช้า รีบจัดการคว้าตัวเด็กหนุ่ม วัย 23 ปี รายนี้ ไปร่วมทีมทันที ด้วยค่าตัวมูลค่า 1.5 ล้านปอนด์ ซึ่ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา  ก็ไม่ทำให้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน  ต้องผิดหวัง เมื่อสามารถ ยิงซัดไปถึง 19 ประตู จากการลงสนาม 46 นัดรวมทุกรายการ ครองตำแหน่ง ดาวซัลโวของทีม พร้อมพาทีมปิศาจแดงคว้า แชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 1996/97 ได้สำเร็จ

และ เหตุการณ์สำคัญที่สร้างชื่อให้กับนักเตะ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา และทำให้เขากลายเป็นที่จดจำของแฟนบอล แมนฯ ยูไนเต็ด     ทุกคนมากที่สุด คงหนีไม่พ้น เกมนัดชิงชนะเลิศ ของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1998/99 ที่ ทีมปิศาจแดง ในเวลานั้น เพิ่งคว้า แชมป์พรีเมียร์ลีก และ แชมป์เอฟเอ คัพ มาได้สำเร็จ ลงสนามดวลกับ ทีม”เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค โดยเชื่อว่าเกมดังกล่าว น่าจะยังอยู่ในความทรงจำของเหล่าสาวก ปิศาจแดง แบบไม่ลืมเลือน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด เมื่อทีมปิศาจแดงของพวกเขาสามารถสร้างปาฏิหาริย์ โกงความตาย ด้วยการยิง 2 ประตูรวด ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ สามารถพลิกแซงชนะ ยอดทีมจากเยอรมนี คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปแบบสุดดราม่า พร้อมสร้างประวัติศาสตร์ กลายเป็น “ทริปเปิ้ลแชมป์” แบบสุดยิ่งใหญ่

ซึ่งนักเตะผู้ยิงประตูชัยให้ทีมในนาทีสุดท้าย ก็กลายเป็นตำนานสำคัญของสโมสร ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจาก เพชฌฆาตหน้าทารก โอเล่ กุนนาร์ โซลชา  ที่ถูกส่งลงสนามเป็นตัวสำรองอีกเช่นเคย

ซึ่ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ในวัย 32 ปี กลับมาคืนสนามในฤดูกาล 2005/06 แต่ก็ไม่ได้ลงสนามมากนัก จนถึงซีซั่น 2006/07 โซลชา กลับมาทำผลงานได้ดี หลังยิงได้ 11 ประตู จากการลงสนาม 32 นัดในทุกรายการ และฤดูกาลนี้เอง ได้กลายเป็นปีสุดท้ายในอาชีพการนักเตะของเขา โซลชา ในวัย 34 ปี ประกาศแขวนสตั๊ด หลังคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้เป็นครั้งที่ 6 กับแมนฯ  ยูไนเต็ด และปิดฉากเส้นทางการค้าแข้ง 11 ปีใน โรงละครแห่งความฝัน อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการลงเล่นไป 365 นัด และยิงไปถึง 127 ประตู

และผลงานกับ ทีมชาตินอร์เวย์  โซลชา เปิดตัวกับทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรก ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 1995 ในเกมกระชับมิตร ที่พวกเขา เสมอกับทีม จาไมก้า 1-1 ซึ่ง โซลชา สามารถยิงประตูแรกให้ทีมได้ทันที ด้วยอายุ 22 ปี 9 เดือน และ เขาก็ได้ติดธง พาทีมชาติไปแข่งขันในทัวร์นาเม้นต์สำคัญ อย่าง ฟุตบอลโลก 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส โดยพาทีมทะลุเข้ารอบสองได้สำเร็จ ก่อนจะพ่ายให้กับทีมชาติ อิตาลี 0-1 และในศึก ยูโร 2000 ที่ประเทศฮอลแลนด์และเบลเยียม ซึ่งทีมชาตินอร์เวย์ตกรอบแรก ถึงแม้ว่า โซลชา จะยิงประตูในการแข่งขันทั้ง 2 รายการนี้ไม่ได้ แต่เขาก็ยิงประตูในนามทีมชาติไป 23 ลูก จากการรับใช้ชาติ 67 นัด โดยเกมนัดสุดท้าย คือ เกมที่ทีมชาติ นอร์เวย์ พ่ายให้กับ โครเอเชีย 1-2 ในเกมกระชับมิตร เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2007 หรือ 19 วันก่อนที่เขาจะมีอายุครบ 34 ปีบริบูรณ์

เส้นทางในฐานะกุนซือ

โซลชา ก็เริ่มต้นเส้นทางการเป็นกุนซือ โดยเริ่มจากการเป็น โค้ชกองหน้า ให้กับ แมนฯ  ยูไนเต็ด  ในฤดูกาล 2007/08 ก่อนที่เขาจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ผู้จัดการทีม แมนฯ  ยูไนเต็ด   ชุด U23 ในฤดูกาล 2008/09 และเขาก็ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ได้อย่างมากมาย อาทิ พรีเมียร์ลีก สำรอง 1 สมัย, แชมป์ พรีเมียร์ลีก สำรอง ตอนเหนือ 1 สมัย, แชมป์ แลนคาเชียร์ ซีเนียร์ คัพ 1 สมัย และแชมป์ แมนเชสเตอร์ ซีเนียร์ คัพ อีก 1 สมัย

และจากผลงานอันยอดเยี่ยม ทำให้ในช่วงต้นปี 2011 เขาได้รับงานคุมทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรก ด้วยการรับหน้าที่เป็น ผู้จัดการทีม ให้กับ อดีตต้นสังกัดอย่าง โมลด์ สโมสรในลีกบ้านเกิดของเขา โดยสามารถทำผลงานได้อย่างดีเยี่ยม และพาทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุด 2 สมัย พร้อมทั้งแชมป์ นอร์เวย์ คัพ อีก 1 สมัย

และ ต้นปี 2014 โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ย้ายไปคุมทีม คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ทีมในศึกพรีเมียร์ลีกในเวลานั้น พร้อมกับภารกิจอันหนักอึ้ง คือ การต้องช่วยให้ทีมรอดพ้นจากการตกชั้นในฤดูกาล 2013/14 ให้ได้ แต่สุดท้าย  โซลชา ก็ทำไม่สำเร็จ หลังพาทีมชนะ 3 เสมอ 3 และแพ้ไปถึง 12 เกม ส่งผลให้ต้องตกชั้น และด้วยการเป็นทีมบ๊วยของตาราง ทำให้ คาร์ดิฟฟ์ หล่นลงไปเล่นในศึก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ในฤดูกาลต่อมา และผลงานของพวกเขาก็ยังคงไม่ดีนัก ทำให้ โซลชา  ถูกปลดออกจากเก้าอี้กุนซือ ในเดือนกันยายน 2014

ประมาณ1ปีต่อมา ในเดือนตุลาคม 2015 โซลชา ได้กลับไปเป็นนายใหญ่ให้กับทีม โมลด์ อีกครั้ง ก่อนพาทีมคว้าอันดับ 6 ก่อนที่ปี 2016 จะพาทีมจบในอันดับ 5 ซึ่ง โซลชา สามารถทำให้ทีมกลับมาทำผลงานได้ดีขึ้นตามลำดับ จน ทีมโมลด์ ขยับขึ้นไปเป็น รองแชมป์ 2 สมัยติด ในปี 2017 และ 2018 (ลีกนอร์เวย์ เปิด-ปิดฤดูกาล ตามปีปฏิทิน)

และ จุดเปลี่ยนในอาชีพกุนซือของเขา ได้เกิดขึ้นในวันที่ 19 ธันวาคม 2018 เมื่อ สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประกาศแต่งตั้งให้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา  เข้ารับตำแหน่ง รักษาการณ์ผู้จัดการทีม หรือ ผู้จัดการทีม แบบชั่วคราว แทนที่ของ โจเซ่ มูรินโญ่ หลังจาก เฮดโค้ชชาวโปรตุกีส พาทีมบุกไปพ่าย หงส์แดง ลิเวอร์พูล แบบหมดรูป 1-3 ในศึกแดงเดือด

จากนั้น สิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้นในถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด เมื่อ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา สามารถปลุกใจให้นักเตะกลับมาเล่นด้วยความมุ่งมั่นและฮึกเหิม จนสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเกินความคาดหมาย โดยพาทีม ชนะรวดในการคุมทีม 8 นัดแรก โดยแบ่งเป็น พรีเมียร์ลีก 6 นัด และ เอฟเอ คัพ 2 นัด และชนะ 10 เสมอ 1 ใน 11 เกมแรก และก่อนที่เขาจะพาทีมโกงความตาย พลิกเอาชนะทีม ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย และผ่านเข้ารอบต่อไปได้ แบบสุดดราม่า

และในที่สุด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด   ได้ทำการแต่งตั้งให้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เป็นกุนซือแบบถาวร ในวันที่ 28 มีนาคม 2019 พร้อมฝากสถิติสุดสวยหรู ชนะ 14 เสมอ 2 แพ้ 3 จาก 19 นัด ที่คุมทีม ในฐานะ กุนซือแบบรักษาการณ์ แต่ สิ่งเหลือเชื่อก็เกิดขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ได้เป็นกุนซือ แบบเต็มตัว แต่ผลงานของทีม ก็กลับย่ำแย่ลงอย่างน่าใจหาย ซึ่ง 8 เกมสุดท้ายในลีก พวกเขาทำได้เพียงชนะ 2 เสมอ 2 และแพ้ไปถึง 4 เกม และใน 5 เกมสุดท้าย ก็ไม่สามารถคว้าชัยได้เลยแม้แต่เกมเดียว ทำให้ ปิศาจแดง จบฤดูกาล 2018/19 ด้วยอันดับ 6

และในฤดูกาล 2019/20 โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ยังคงพาทีมทำผลงานได้ไม่ค่อยสม่ำเสมอนัก จนกระทั่ง ปิศาจแดง สามารถคว้าตัว บรูโน่ แฟร์นานเดส ไปร่วมทัพ ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2020 พวกเขาก็สามารถกลับมาโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมแบบสุดเซอร์ไพรส์ โดย 14 นัดสุดท้ายในลีก พวกเขาชนะ 9 เสมอ 5 โดยไม่แพ้ใครเลย ทำให้จบฤดูกาลด้วยอันดับ 3 และคว้าโควต้า ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ

เกียรติประวัติ

รางวัลในฐานะนักเตะ

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด :

  • แชมป์ พรีเมียร์ลีก 6 สมัย : 1996/97, 1998/99, 1999/20, 2000/01, 2002/03, 2006/07
  • แชมป์ เอฟเอ คัพ 2 สมัย : 1998/99, 2003/04
  • แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย : 1998/99
  • แชมป์ อินเตอร์คอนติเนนตัล คัพ 1 สมัย : 1999

รางวัลในฐานะผู้จัดการทีม

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชุด U23 :

  • แชมป์ พรีเมียร์ลีก สำรอง 1 สมัย : 2009/10
  • แชมป์ พรีเมียร์ลีก สำรอง ตอนเหนือ 1 สมัย : 2009/10
  • แชมป์ แลนคาเชียร์ ซีเนียร์ คัพ 1 สมัย : 2007/08
  • แชมป์ แมนเชสเตอร์ ซีเนียร์ คัพ 1 สมัย : 2008/09

โมลด์ :

  • แชมป์ ทิปเปลิเก้น (ชื่อลีกในเวลานั้น) ลีกสูงสุดของ นอร์เวย์ 2 สมัย : 2011, 2012
  • แชมป์ นอร์เวย์ คัพ 1 สมัย : 2013

 

 ลุค ชอว์ แบ็กซ้ายจอมแกร่งของ ปิศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 

ข้อมูลนักเตะ

  • ชื่อเต็ม : ลุค พอล ฮอร์ ชอว์
  • เกิด : 12 กรกฏาคม 1995
  • อายุ : 25 ปี
  • สถานที่เกิด : ลอนดอน ประเทศอังกฤษ
  • ส่วนสูง : 185 เซนติเมตร
  • ตำแหน่ง : แบ็กซ้าย

เส้นทางลูกหนัง

ในวัยเด็ก ลุค ชอว์ มี ทีม เชลซี ยอดทีมแห่งกรุงลอนดอน เป็นสโมสรโปรด พร้อมกับฝันว่าจะได้เป็น1ในขุนพลนักเตะแห่งถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์ ซึ่ง ลุค ชอว์ เคยได้เข้าไปฝึกฝีเท้าในศูนย์ฝึกเยาวชนของเชลซีด้วย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้รับการเซ็นสัญญาเข้าทีมอคาเดมี่ของทีมสิงห์บลูส์แต่อย่างใด

หลังจากนั้น ลุค ชอว์ ได้รับโอกาสเข้าสู่อคาเดมี่ของทีม “นักบุญ” เซาธ์แฮมป์ตัน ตอนอายุ 8 ขวบ และสามารถพัฒนาฝีเท้าได้อย่างโดดเด่นเกินวัย โดย ลุค ชอว์ ถูกดันขึ้นมาเล่นชุดU-18 ตั้งแต่ตอนที่เขาอายุ 15 ปีเท่านั้น และเริ่มถูกจับตาจากสโมสรดังทั้ง อาร์เซนอล เชลซี และแมนเชสเตอร์ ซิตี้

ต่อมา ลุค ชอว์ ได้ลงสัมผัสเกมชุดใหญ่ของทีมเซาธ์แฮมป์ตันเป็นนัดแรกในเกมเอฟเอคัพ ที่พบกับทีมมิลล์วอลล์ เมื่อเดือนมกราคม2012 โดย ชอว์ ในวัย 16 ปี ถูกเปลี่ยนตัวลงสนามมาในช่วง 13 นาทีสุดท้ายของเกม และหลังจากจบฤดูกาลนั้น ทีมได้เซาธ์แฮมป์ตันได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ลีก และทางสโมสรได้จับ 4 ดาวรุ่งเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพเต็มตัว ได้แก่ แจ็ค สตีเฟนส์, คัลลัม แชมเบอร์ส, เจมส์ วอร์ด พราวส์ และ ลุค ชอว์

และฤดูกาลต่อมา ลุค ชอว์ เล่นได้โดดเด่นมากขึ้นไปอีก โดยได้ลงสนามเกมพรีเมียร์ลีกถึง 35 นัด และติดโผ 1ในทีมยอดเยี่ยมของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ ฤดูกาล 2013-2014 ขณะเดียวกัน เหล่าบรรดากูรูลูกหนังต่างชื่นชมว่า ลุค ชอว์ เป็นแบ็กซ้ายที่มีทั้งความแข็งแกร่ง และมีเทคนิคที่ยอดเยี่ยม สามารถขึ้นไปเติมเกมรุกได้อย่างดุดัน จนถูกนำไปเทียบกับ “แกเรธ เบล” ซึ่งเติบโตมาจากเซาธ์แฮมป์ตันเหมือนกัน
และด้วยผลงานที่โดดเด่น ทำให้ ลุค ชอว์ ตกเป็นเป้าหมายของบรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่ที่จ้องคว้าตัว ทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, อาร์เซนอล, เชลซี และแมนฯ ซิตี้ ซึ่งในที่สุดเป็นทีม “ปีศาจแดง” ที่สมหวังได้ดาวเตะวัย 19 ปีรายนี้ครองเมื่อเดือนมิถุนายน 2014 ด้วยค่าตัวประมาณ 30 ล้านปอนด์ ทำให้ ลุค ชอว์กลายเป็นดาวรุ่งอายุไม่ถึง 20 ที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลก ณ เวลานั้

ปีแรกกับปิศาจแดง ในฤดูกาล 2014-2015 ลุค ชอว์ได้ลงเล่น 20 นัดในทุกรายการ และค่อยๆปรับตัวให้เข้ากับทีมได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนซีซั่นต่อมา ซึ่ง ลุค ชอว์ สามารถยึดตำแหน่งแบ็กซ้ายตัวจริงได้ และกำลังเล่นได้อย่างเข้าฟอร์ม แต่เขาก็โชคร้ายได้รับบาดเจ็บถึงขั้น “ขาหัก” หลังจากปะทะกับ เอคตอร์ โมเรโน่ ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่พบกับ ทีมพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น เมื่อเดือนกันยายน2015

จากอาการเจ็บดังกล่าว ส่งผลให้ลุค ชอว์ ต้องใช้เวลาพักรักษาตัวนานเกือบ 1 ปี และเมื่อกลับมาลงสนามได้อีกครั้ง ลุค ชอว์ก็ยังไม่สามารถเรียกฟอร์มเก่งกลับมาได้ และยังเจอปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนเป็นระยะ ทำให้ ลุค ชอว์ ได้เป็นตัวจริงเพียง 9 นัดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2016-2017 และฤดูกาลต่อมาก็ได้เป็นตัวจริงเพียง 8 นัดเท่านั้น

จนกระทั่งฤดูกาล 2018-2019 ลุค  ชอว์กลับมาฟิตเปรี๊ยะอีกครั้งและสามารถกลับมายึดตำแหน่งแบ็กซ้ายตัวจริงของทีมได้ และหลังจาก โอเล กุนนาร์ โซลชา เข้ามาเป็นกุนซือ ชอว์กลายเป็นแกนหลักของทีม และไม่มีอาการบาดเจ็บมากวนใจ ทำให้ ชอว์ได้ลงสนามมากถึง 40 นัดในทุกรายการ ซึ่งถือว่ามากที่สุดนับตั้งแต่เล่นฟุตบอลอาชีพมาเลยทีเดียว

ผลงานทีมชาติ

ลุค ชอว์ รับใช้ทีมชาติอังกฤษมาตั้งแต่ชุดU-16, U-17, U-21 จนขึ้นมาเล่นทีมชาติชุดใหญ่นัดแรก ในเกมอุ่นเครื่องชนะทีม เดนมาร์ก 1-0 เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2014 โดย ลุค ชอว์ ลงมาเป็นตัวสำรองแทน แอชลีย์ โคล ซึ่งเป็นแข้ง “ไอดอล” ของตัวเขาเอง

จากนั้นลุค ชอว์ เป็น1ใน 23 ขุนพลทีมชาติอังกฤษของกุนซือ รอย ฮอดจ์สัน ลุยศึกฟุตบอลโลก 2014 รอบสุดท้าย ซึ่ง ลุค ชอว์ ทำสถิติเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ได้เล่นฟุตบอลโลกในครั้งนั้น ด้วยอายุ 18 ปี

แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยฟอร์มที่กลับมายอดเยี่ยมในตอนนี้ ทำให้แฟนบอลต่างเรียกร้องและอยากเห็นกุนซือ แกเรธ เซาธ์เกต เรียกตัว ลุค ชอว์ ให้กลับไปติดธงทีมชาติอังกฤษอีกครั้ง

เกียรติประวัติ

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

  • แชมป์เอฟเอ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ 2016
  • แชมป์ยูโรป้าลีก 2016-2017
  • ทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีก 2013-2014 จากสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ (PFA)
  • ผู้เล่นยอดเยี่ยมของแมนฯ ยูไนเต็ด ฤดูกาล 2018-2019 จากการโหวตของเพื่อนร่วมทีม
  • ผู้เล่นยอดเยี่ยมของแมนฯ ยูไนเต็ด ฤดูกาล 2018-2019 จากการโหวตของแฟนบอล

 

 

ซาดิโอ มาเน่  ชายที่มีความฝัน มีความหวัง และความมุ่งมั่นในการตามความฝันด้วยการลงมือทำจริง ๆ  

มาเน่ นั้นมีชื่อเต็มว่า ซาดิโอ มาเน่ Sadio Mane เป็นชาวเมืองเซดีอู ทางตอนใต้ของประเทศเซเนกัล ทวีปแอฟริกาใต้ เขาเกิดในครอบครัวที่ยากจนและอาศัยอยู่กับลุง ความลำบากและยากจนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการเตะฟุตบอลของมาเน่   เมื่อครอบครัวไม่มีเงินที่จะส่งเสียให้เขาเรียนหนังสือ เด็กๆหลายคนไปเรียนหนังสือกัน แต่เขากับเพื่อน ๆ ที่ไม่ได้เรียนจึงชักชวนกันเล่นเตะฟุตบอลที่ถนนในหมู่บ้าน ทุก ๆ วัน และขณะที่เขามีโอกาสได้ชม  ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ ซึ่งเป็นลีกเดียวที่เขาได้ดูในTV. ความฝันที่จะอยากเป็นนักฟุตบอลทีมชาติจึงเกาะกุมอยู่ในหัวใจของเด็กน้อย

ซาดิโอ มาเน่  เล่นฟุตบอลอย่างมุ่งมั่น เขากับเพื่อน ๆ ในหมู่บ้านรวมตัวกันเป็นทีมเตะฟุตบอล และได้แข่งตามทัวร์นาเมนต์เล็ก ๆ ในหมู่บ้าน และทีมของเขาก็สามารถนำชัยชนะมาได้ทุกนัด ทำให้ผู้คนในหมู่บ้านยกย่องว่าเขาเล่นฟุตบอลเก่งที่สุดในหมู่บ้าน แต่สำหรับคนในครอบครัวแล้วพวกเขาไม่ได้สนใจการเล่นฟุตบอลของเขา เพราะครอบครัวให้ความสำคัญในเรื่องของศาสนากันมากกว่า แต่ความมุ่งมั่นที่จะเป็นนักฟุตบอลของเขา คือสิ่งที่คุณลุงของมาเน่ได้เห็นตลอดเวลา และเลือกที่จะให้เขาเดินตามเส้นทางแห่งความฝันนั้น

จากการเล่นฟุตบอลตามเมืองเล็ก ๆ ซาดิโอ มาเน่  ก็ตามล่าฝันต่อไปโดยเดินทางไปยังเมืองดาการ์ เมืองหลวงของประเทศ เพื่อทดสอบนักฟุตบอลกับทีม เจเนอเรชั่นฟุต ซึ่งเป็นทีมชั้นนำของประเทศ โดย ครอบครัวลุงและชาวบ้านต่างพากันรวบรวมเงินให้เขาเพื่อใช้ในการเดินทางและค่าใช้จ่าย หลังจากที่ มาเน่ทดสอบผ่านได้เข้าร่วมทีม มาเน่ก็ได้เข้าศึกษาในสถาบันการศึกษาท้องถิ่น

ซาดิโอ มาเน่  ได้เล่นฟุตบอลในสโมสร เจเนอเรชั่น 2 ปี และเขาได้เป็นดาวเด่นของสโมสรและของเมืองดาการ์ หลังจากนั้นเขาได้เริ่มต้นชีวิตค้าแข้งในยุโรป เมื่อมีแมวมองชาวฝรั่งเศสที่มองหาช้างเผือกในแอฟริกาเห็นฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นของ มาเน่ ในปี 2011 และได้นำเขาไปเล่นกับ สโมสรเม็ตซ์ ทีมในลีกเอิง ของฝรั่งเศส

ในปี 2012 ซาดิโอ มาเน่  ถูกซื้อตัวไปเล่นยังประเทศออสเตรียกับ สโมสรเรดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก จากนั้นเขาก็ได้เดินมาสู่เส้นทางที่เขาฝันไว้ตั้งแต่ยังเด็กนั่นคือได้เล่นในพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ ในปี 2014  ซาดิโอ มาเน่  โดนซื้อตัวมาเล่นให้กับทีมสโมสรเซาธ์แฮมป์ตัน ในตำแหน่งกองหน้า ด้วยค่าตัว 11.8 ล้านปอนด์ และที่เยี่ยมกว่านั้น  มาเน่ ไม่ได้แค่เล่นในพรีเมียร์ลีกตามฝันเท่านั้น เขายังได้มากกว่าฝันคือได้เล่นในสโมสรชั้นนำอย่าง ทีม หงส์แดง  ลิเวอร์พูล ด้วย ในปี 2016 หงส์แดง   ลิเวอร์พูล ซื้อตัวเขามาด้วยราคาค่าตัวแพงที่สุดในประวัติกาลของสโมสร หงส์แดง   ที่ซื้อแข้งนักเตะจากทวีปแอฟริกาใต้ที่แพงที่สุดด้วยราคา 35 ล้านปอนด์

ถึงแม้ค่าตัวของซาดิโอ มาเน่  จะแพงมหาศาลแต่นักเตะเบอร์ 19 ที่ชื่อ ซาดิโอ มาเน่  ก็ไม่ทำให้แฟนบอล หงษ์แดงผิดหวัง ในฤดูกาล 2016-2017 เขาทำประตูได้อย่างยอดเยี่ยมทำให้ได้รางวัล นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี ของ พีเอฟเอ และเขาก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทีม หงส์แดง  ลิเวอร์พูล ได้เข้ารอบชิงชนะเลิศในรายการใหญ่ ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก ในฤดูกาลนั้นด้วย ถึงแม้ว่าจะแพ้ต่อ ราชัน ชุดขาว เรอัล มาดริด ก็ตาม

และหลังจากนั้นในฤดูกาล 2018-2019 ทาง สโมสรลิเวอร์พูล ได้เปลี่ยนให้ ซาดิโอ มาเน่  ใส่เสื้อเบอร์ 10 ซึ่งเป็นเบอร์เสื้อในตำนานของสโมสรอย่าง จอห์น บาร์นส์ , ไมเคิล โอเว่น , หลุยส์ การ์เซีย , อังเดร โวโรนิน , โจ โคล , ฟิลิปเป้ คูตินโญ่

กุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ เป็นผู้ที่ให้คำแนะนำที่ดีแก่ มาเน่  เขาจึงเริ่มปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงตนเอง จากในช่วงที่ผ่านมาการตัดสินใจในเกมของเขาทำได้ไม่ค่อยดีนัก และหลายครั้งที่เขาพลาด หรือบ่อยครั้งที่เขาคิดผิดและฝืนเล่นบอลเกินไปทำให้ขาดความมั่นใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเขาเริ่มมีพัฒนาการในการตัดสินใจได้ดีขึ้นจนมีความมั่นใจสูงในการเล่น ในการยิงประตูและการผ่านบอลให้กับเพื่อนร่วมทีม

ถึงแม้ปัจจุบัน ซาดิโอ มาเน่ จะเป็นนักเตะที่มีฐานะและชื่อเสียงโด่งดัง และด้วยนิสัยถ่อมตน เขาจึงไม่เคยลืมบ้านเกิดเมืองนอน และศาสนาของเขา มาเน่ ประกอบศาสนกิจศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด และนำเงินจากรายได้จากที่เขาค้าแข้งไปสร้างมัสยิด สร้างโรงพยาบาล สร้างโรงเรียน และสร้างสนามฟุตบอลเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ๆและเยาวชน ในหมู่บ้านทั้ง2หมู่บ้าน คือที่บ้านเกิดและหมู่บ้านที่เขาเติบโตมา

ซาดิโอ มาเน่ ถึงแม้จะเป็นเด็กยากจนแต่ความดิ้นรนของเขาไม่เคยหยุด ความยากจนไม่ใช่อุปสรรคสำหรับการเล่นฟุตบอล การไปถึงเป้าหมายให้ได้นั้นคือสิ่งสำคัญ ความสำเร็จเกิดขึ้นได้ จากความมุ่งมั่น อดทน และ พยายาม เขาคือตัวอย่างที่ดีของเด็กๆและเยาวชน…ชีวิตต้องมีความฝัน มีความหวัง และความมุ่งมั่นในการตามความฝันด้วยการลงมือทำจริง ๆ ก็จะพาชีวิตไปสู่ความสำเร็จในสิ่งที่ตั้งใจได้จริง ๆ เช่นกัน… ดั่งเช่นชายที่ชื่อว่า ซาดิโอ มาเน่

 

เทพนิยาย  เจมี่ วาร์ดี้ เริ่มจากดิวิชั่น 8 ลีกต่ำสุดของฟุตบอลอังกฤษ สู่ลีกสูงสุดของอังกฤษและเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก

เจมี่ วาร์ดี้  มีชื่อเต็มว่า “เจมี่ ริชาร์ด วาร์ดี้” ชีวิตเหมือนดั่งเทพนิยาย    คือศูนย์หน้าที่เริ่มจากลีกฟุตบอลสมัครเล่น ที่กลายเป็นดาวยิง ผู้สร้างประวัติศาสตร์พาทีม เลสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ได้แบบสุดยอดความเหลือเชื่อ

เจมี่ วาร์ดี้ กำเนิดเมื่อวันที่ 11 มกราคม 1987 ที่ เมืองเชฟฟิลด์ ประเทศอังกฤษ วาร์ดี้ เกิดมาในครอบครัวที่ไม่ได้มีฐานะดีนัก โดยคุณพ่อของเขา ริชาร์ด กิลล์ วาร์ดี้ มีอาชีพเป็นพนักงานคุมรถเครน ตามสถานที่ก่อสร้าง ส่วน ลิซ่า วาร์ดี้ ผู้เป็นแม่ รับหน้าที่เป็นทนายความ ชีวิตในวัยเด็กของ เจมี่ วาร์ดี้ ต้องดิ้นรนตั้งแต่ยังเด็ก เขาเริ่มหารายได้มาช่วยเหลือครอบครัว ด้วยการเป็นพนักงานในโรงงานทำขาเทียม ซึ่ง วาร์ดี้  ต้องพบกับสารเคมีอันตรายตั้งแต่ยังเด็ก แต่ก็จำเป็นต้องทำเพราะไม่มีทางเลือก

แต่อย่างไรก็ตาม ที่โรงงานแห่งนี้เอง ที่ทำให้เขาได้พบกับสิ่งที่เขารัก และได้ค้นพบพรสวรรค์ที่เขามี วาร์ดี้ เริ่มหลงใหลในเกมฟุตบอล หลังจากได้เล่นฟุตบอลกับเพื่อนที่โรงงาน จากนั้นเขาจึงตัดสินใจเริ่มเข้าสู่วงการฟุตบอล ด้วยการเข้าร่วมทีมเยาวชนของทีม เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ ทีมในบ้านเกิด แต่ว่าวาร์ดี้  กลับถูกปล่อยตัวออกจากทีมเยาวชนในวัย 16 ปี ทำให้เขาย้ายไปเล่นกับ ทีมสำรองของ สต็อคบริดจ์ ปาร์ค สตีลส์ ซึ่งอยู่ใน ดิวิชั่น 8 หรือ ลีกต่ำสุดของวงการฟุตบอลอังกฤษ ในปี 2003

จน ปี 2007 เจมี่ วาร์ดี้ อายุได้ 20 ปี เขาได้ขยับขึ้นเป็น นักเตะในทีมชุดใหญ่ของทีม สต็อคบริดจ์ ปาร์ค สตีลส์ แต่ว่าเขากลับได้รับค่าเหนื่อยเพียงแค่ 30 ปอนด์ (ประมาณ 1,618 บาท) ต่อสัปดาห์ ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการเลี้ยงชีพ ทำให้ วาร์ดี้ จึงต้องกลับไปทำงานในโรงงานผลิตขาเทียมอีกครั้ง ควบคู่กับการเตะฟุตบอลไปด้วย

และด้วยความที่เจมี่ วาร์ดี้ จริงจัง และทุ่มเทเต็มร้อย เกินมาตรฐานของลีก ทำให้ฝีเท้าของ เจมี่ วาร์ดี้ โดดเด่น จนได้ย้ายไปร่วมกับทีม ฮัลลิแฟ็กซ์ ทาวน์ ทีมในดิวิชั่น 7 ตอนนั้น ในปี 2010 ก่อนที่เขาจะช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ และเลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 6 ได้สำเร็จ ตั้งแต่ปีแรกที่ย้ายไป และให้หลังเพียงปีเดียวเจมี่ วาร์ดี้ ก็ได้ย้ายไปร่วมทัพ ฟลีตวูด ทาวน์ ทีมในดิวิชั่น 5 ในปี 2011

ในช่วงกลางปี 2012    จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ เจมี่ วาร์ดี้ ก็เกิดขึ้นเมื่อทีม เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมในลีก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ในเวลานั้น ตัดสินใจคว้าตัวเจมี่ วาร์ดี้ ไปร่วมทีม ด้วยค่าตัวราว 1 ล้านปอนด์ ซึ่งทำให้เขากลายเป็นนักเตะจากนอกลีกอาชีพ ที่มีค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว อย่างไรตาม จากการที่เส้นทางในชีวิตของเขา เกิดพลิกผันแบบก้าวกระโดดเพียงชั่วข้ามคืน มันก็เกือบจะทำให้อนาคตในอาชีพการค้าแข้ง ที่เพิ่งจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ จะต้องจบสิ้นลงด้วยเช่นกัน เมื่อเจมี่ วาร์ดี้ ที่ไม่เคยได้เงินมากมายแบบนั้น เขาเริ่มฉลองอย่างหนัก โดยมองว่านี่คือจุดสูงสุดในอาชีพของเขาแล้ว

หลังจาก เจมี่ วาร์ดี้ ที่เกือบจะเสียคนไปแล้ว กับความสำเร็จเพียงก้าวแรก กลับมาคิดได้อีกครั้ง ว่าหน้าที่ของเขาคืออะไร และที่ผ่านมา เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดไปเพื่ออะไร เขาเริ่มตระหนักได้ และหลังได้คุยกับ คุณอัยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา รองประธานสโมสร ทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ในตอนนั้น ซึ่งจุดนั้นเอง ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนให้เขากลับตัวกลับใจ กลับมาตั้งหน้าตั้งตาฝึกซ้อม และพัฒนาฝีเท้าตัวเอง เพื่อให้คุ้มค่ากับเงินมูลค่า หนึ่งล้านปอนด์ที่ต้นสังกัดจ่ายไป เพื่อเป็นค่าตัวของเขา

ในฤดูกาล 2013/14 พวกเขาก็สามารถคว้าแชมป์แชมเปี้ยนชิพ พร้อมคว้าสิทธิ์เลื่อนชั้นขึ้นสู่ศึก พรีเมียร์ลีก แบบอัตโนมัติได้สำเร็จ

ในฤดูกาล 2014/15 ปีแรกในลีกสูงสุดเจมี่ วาร์ดี้ ต้องเผชิญกับความยากลำบากในลีกที่มีการแข่งขันที่เข้มขัน โดยเขายิงไปได้เพียง 5 ประตู จากการลงสนาม 34 นัดในลีก แต่ก็ยังดีที่สุดท้าย เลสเตอร์ ซิตี้ สามารถหนีตาย รอดพ้นจากการตกชั้นได้สำเร็จ และจบในอันดับ 14 ของตาราง

และแล้ว จุดสูงสุดในเส้นทางค้าแข้งของเจมี่ วาร์ดี้ ก็มาแบบไม่ทันให้เขาได้ตั้งตัวอีกครั้ง ซึ่งเหตุการณ์อันสุดเหลือเชื่อ ที่สร้างความตกตะลึกไปทั่วทั้งโลก และแน่นอนว่าตัวของเจมี่ วาร์ดี้ เองก็คงจะไม่มีวันลืมได้เลย ซึ่งมันเกิดขึ้นในฤดูกาล 2015/16 เมื่อพลพรรค “จิ้งจอกสยาม” เลสเตอร์ ซิตี้ ที่เพิ่งหนีตกชั้นในปีก่อนมา กลับสร้างปาฏิหาริย์ คว้า แชมป์พรีเมียร์ลีก ไปครอง ได้อย่างสุดมหัศจรรย์ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร แล้วก็เป็น เจมี่ วาร์ดี้ หัวหอกชาวอังกฤษรายนี้เอง ที่กลายเป็นส่วนสำคัญในความสำเร็จครั้งนี้ หลังเขา ช่วยทีมยิงไปถึง 24 ประตู คว้าตำแหน่งรองดาวซัลโวของลีก พร้อมพาทีมได้แชมป์อย่างพลิกล็อคช็อกโลก ในแบบที่ไม่มีใครคาดคิด ราวกับเป็น เทพนิยาย เลยก็ว่าได้

จากนั้นมา ทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ยังไม่สามารถกลับไปยืนยันจุดสูงสุดของวงการฟุตบอลอังกฤษได้อีก แต่พวกเขาก็ยังคงโชว์ฟอร์มได้ดี และค่อยๆ รักษามาตราฐานจนกลายเป็นทีมในกลุ่มบนของตารางอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตัวของ เจมี่ วาร์ดี้ เองก็ยังคงรักษาผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยล่าสุด ในฤดูกาล 2019/20 วาร์ดี้ ที่ยิงไป 23 ประตูในลีก เพิ่งจะคว้าตำแหน่ง ดาวซัลโวสูงสุดของพรีเมียร์ลีก ไปครองได้สำเร็จ พร้อมกับสร้างสถิติเป็นนักเตะที่มีอายุมากที่สุดที่ได้รางวัลนี้ ด้วยอายุ 33 ปี

ผลงานทีมชาติอังกฤษ

เจมี่ วาร์ดี้ ได้มีโอกาสรับใช้ ทีมชาติอังกฤษ เป็นครั้งแรก ในยุคของ รอย ฮ็อดจ์สัน ในเกมกระชับมิตร ที่ อังกฤษ   เสมอกับ ไอร์แลนด์ 0-0 เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2015 ด้วยอายุ 28 ปี 4 เดือน 27 วัน

หลังจากนั้น เจมี่ วาร์ดี้ ก็ติดทีมชาติ เรื่อยมา ในทัวร์นาเม้นต์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ยูโร 2016 รอบคัดเลือก, ยูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศส, ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนยุโรป จนกระทั่ง ศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ที่ อังกฤษ ผ่านเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศ ก่อนคว้าอันดับที่ 4 ไปครอง ถึงแม้ว่า เจมี่ วาร์ดี้ จะไม่สามารถยิงประตูในการแข่งขันครั้งนี้ได้ก็ตาม

หลังจากจบการทัวร์นาเม้นต์ดังกล่าว เจมี่ วาร์ดี้ ในวัย 31 ปี ตัดสินใจหันหลังให้กับทีมชาติอังกฤษ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2018 เขาได้บอกกับกุนซือทีมชาติอังกฤษ แกเร็ธ เซาธ์เกต  ว่า เขาตั้งใจจะเปิดโอกาสให้กับนักเตะดาวรุ่งได้เข้ามาติดทีมชาติ  อีกทั้งเขายังต้องการที่จะมุ่งโฟกัสไปที่การลงเล่นให้กับสโมสร รวมถึงให้เวลากับครอบครัวมากขึ้น จึงขอเลิกเล่นในนามทีมชาติ หลังจากที่ได้สวมเสื้อสิงโตคำราม และได้ลงสนามไปทั้งสิ้น 26 นัด ยิงไป 7 ประตู กับอีก 2 แอสซิสต์

เกียรติประวัติ

ทีมเลสเตอร์ ซิตี้ :

แชมป์ พรีเมียร์ลีก 1 สมัย : 2015/16

แชมป์ แชมเปี้ยนชิพ 1 สมัย : 2013/14

รางวัลส่วนตัว :

นักเตะยอดเยี่ยมของ พรีเมียร์ลีก 1 สมัย : 2015/16

นักเตะยอดเยี่ยมของ สมาคมผู้สื่อข่าวฟุตบอล (FWA) 1 สมัย : 2015/16

ดาวซัลโวสูงสุด (โกลเด้นบูท) ของ พรีเมียร์ลีก 1 สมัย : 2019/20

นักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ 1 สมัย : 2019/20

ติดทีมยอดเยี่ยมของ พรีเมียร์ลีก 2 สมัย : 2015/16, 2019/20

ข้อมูลส่วนตัว

ชื่อเต็ม : เจมี่ ริชาร์ด วาร์ดี้

เกิด : 11 มกราคม 1987 (2530) ที่เมืองเชฟฟิลด์ ประเทศอังกฤษ

อายุ : 33 ปี

สัญชาติ : อังกฤษ

ตำแหน่ง : ศูนย์หน้า

ส่วนสูง : 179 เซนติเมตร

 

โปแลนด์รวมพลังเอาชนะ สวีเดน 2-0 คว้าตั๋วเข้าไปเล่นบอลโลกรอบสุดท้ายได้สำเร็จ  

สนาม : สตาดิโอน สลาสกี้, ชอร์ซอฟ

กุนซือใหม่ป้ายแดง เซซลาฟ มิชนิวิซ ทีมชาติ โปแลนด์ ก็ไม่ทำให้แฟนบอลผิดหวังหลังรวมพลังเอาชนะทีมชาติ สวีเดน 2-0 คว้าตั๋วเข้าไปเล่นบอลโลกรอบสุดท้ายได้สำเร็จ  โดยจะมีการจับสลากแบ่งกลุ่ม รอบสุดท้ายประเทศ ที่กาตาร์ใน วันศุกร์ที่ 1 เมษายนนี้ ในศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบเพลย์ออฟ โซนยุโรป รอบชิงชนะเลิศ คืนวันอังคารที่ผ่านมา

กุนซือทีมชาติโปแลนด์คนใหม่ เซซลาฟ มิชนิวิซ ซึ่งเข้ามารับงานต่อจากเปาโล ซูซ่า ประเดิมผลงานด้วยการบุกไปเสมอทีมชาติสกอตแลนด์ 1-1 ในเกมอุ่นเครื่องล่าสุด ทำให้ไม่ชนะมา 2 นัดแล้ว

ส่วนกุนซือ ยานเน่ อันเดอร์สสัน ของทีมชาติสวีเดน พาทีมเข้าชิง หลังต่อเวลาชนะทีมเช็ก 1-0 ในเกมคัดบอลโลกล่าสุด เป็นการคว้าชัยนัดแรกในรอบ 3 เกม

เกมเปิดฉากครึ่งแรก 10 นาที รูปเกมคู่คี่สูสีกันแต่เป็น ทีมโปแลนด์ ได้ทักทายก่อนจากบอลทางขวาของ แม็ตตี้ แคช สอดขึ้นมาตั้งป้อม จ่ายบอลขวางสนามเข้าเขตโทษโค้งมาเสาไกลถึงดาวยิง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ได้โหม่งแต่บอลหลุดออกหลังนิดเดียว

2 นาทีต่อมา ทีมสวีเดน “ไวกิ้ง” ตอบโต้ทันควัน  อเล็กซานเดอร์ อิซัค ถอยมารับบอลหน้าเขตโทษได้จังหวะก้มหน้ายิงซัดด้วยขวาบอลผ่านบล็อคแนวรับ โปแลนด์ กระดอนพื้นเด้งไปเข้ามือนายประตู วอยเชี๊ยค เชสนี่

20 นาทีผ่าน ทีมชาติโปแลนด์ เกือบงานเข้าเมื่อคริสเตียน บีลิค เสียบอลแล้วโดนโต้กลับสุดท้ายเป็น เอมิล ฟอร์สเบิร์ก หลุดเดี่ยวเข้าเขตโทษฝั่งซ้ายแต่จังหวะล่อเป้ายิงหักข้อมากไปติดนายประตู วอยเชี๊ยค เชสนี่ ล้มตัวตบบอลทิ้งไปอย่างเหลือเชื่อ

6 นาทีต่อมาทีมชาติ โปแลนด์ พยายามฮึดเร่งเครื่อง เซบาสเตียน ชือมาญสกี้ โชว์ลีลาพลิกแหวกเข้าเขตโทษทางซ้ายก่อนปาดบอลข้ามมาเสาไกลถึง แม็ตตี้ แคช สอดมาเข้าชาร์จแบบไม่มีตัวประกบแต่บอลปลิ้นออกหลังไป

เข้าสู่ท้ายครึ่งแรกนาทีที่ 36 อเล็กซานเดอร์ อิซัค ถอยลงมาเชื่อมบอลตรงกลางสนามฝากออกซ้ายให้ ลุดวิก ออกุสตินส์สัน เติมขึ้นมาแล้วจ่ายบอลขวางสนามเข้าเขตโทษโค้งมาเข้าหัว โรบิน ไควสัน โหม่งเปลี่ยนทางหลุดออกหลังไป

เกมหมดครึ่งเวลาแรก โปแลนด์ 0 สวีเดน 0

เกมเริ่มครึ่งหลัง ทีมชาติ สวีเดน ได้บุกก่อน อเล็กซานเดอร์ อิซัค เก็บบอลในเขตโทษฝั่งซ้ายหมุนได้ช่องแล้วจ่ายย้อนตั้งให้ เดยัน คูลูเซฟสกี้ ปั่นด้วยซ้ายโค้งหนีบล็อคเสียดายไปตรงตัวนายประตู วอยเชี๊ยค เชสนี่

แต่แล้วในนาทีที่ 49 ทีมชาติ โปแลนด์ สามารถขึ้นออกนำไปก่อน 1-0 เป็น เยสเปอร์ คาร์ลสตรอม เสียเหลี่ยมไปชนกับ เกอร์เซกอร์ซ ครีโชเวี๊ยค ร่วงลงไปในเขตโทษ ผู้ตัดสิน เป่าเป็นจุดโทษทันที ดาวยิง เสือใต้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ สังหารจุดโทษไม่พลาด

นาทีที่ 58 ทีมชาติสวีเดน พลาดโอกาสทอง อเล็กซานเดอร์ อิซัค หนีมาทำชิ่งทางริมเส้นฝั่งขวาได้ช่องจังหวะปาดบอลเข้าเขตโทษโค้งมาเสาไกลเข้าทาง เอมิล ฟอร์สเบิร์ก ชาร์จด้วยซ้ายไปติดมือนายประตู วอยเชี๊ยค เชสนี่ อย่างเหลือเชื่อ

70 นาทีผ่านไปเกมเริ่มเปิดแลกกันสนุก ทีมโปแลนด์ เกือบได้แประตูหนีห่างจากจังหวะของ ยาคุบ โมเดอร์ ก่อนทีมสวีเดน เอาคืน โดยมัทเทียส สวานแบร์ก ตัวสำรองได้ยิงซัดบ้างแต่ก็ยังเบาเข้ามือ วอยเชี๊ยค เชสนี่ รับแบบสบาย

3 นาทีต่อมา ทีมชาติโปแลนด์ ทำประตูได้หนีห่างเป็น 2-0 จนได้ เมื่อมาร์คุส แดเนียลสัน พลาดกะจังหวะบอลผิดโดน ปิโอเตอร์ เซลินสกี้ ฉกบอลได้แล้วกระชากเข้าเขตโทษก่อนเอียงตัวแปด้วยขวาผ่าน โรบิน โอลเซ่น เบียดเสาแรกเข้าไปตุงตาข่ายงามหยด

เข้าสู่ช่วง15 นาทีสุดท้าย ทีมโปแลนด์ ได้ลุ้นประตูส่งท้าย เซบาสเตียน ชือมาญสกี้ ขยับมารับบอลทางขวาโยกเข้าในตักบอลด้วยซ้ายเข้าเขตโทษโค้งมาเสาแรกถึง ยาน เบดนาเร็ค โหม่งเปลี่ยนทางและ บอลเกือบเสียบใต้คานแต่ติดเซฟ โรบิน โอลเซ่น

และหลังจากนั้นไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม โปแลนด์ 2 สวีเดน 0

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนามตัวจริง

    ทีมชาติโปแลนด์  เล่นระบบ(3-4-2-1) : วอยเชี๊ยค เชสนี่ – คริสเตียน บีลิค, คามิล กลิค, ยาน เบดนาเร็ค – แม็ตตี้ แคช, ยาเซค โกรัลสกี้ (เกอร์เซกอร์ซ ครีโชเวี๊ยค น.46), ยาคุบ โมเดอร์, บาร์ตอสซ์ เบเรสซินสกี้ – ปิโอเตอร์ เซลินสกี้ (อดัม บุคซา น.89), เซบาสเตียน ชือมาญสกี้ – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

กุนซือทีมชาติโปแลนด์    : เซซลาฟ มิชนิวิซ

    ทีมชาติสวีเดน เล่นระบบ (4-4-2): โรบิน โอลเซ่น – เอมิล คราฟธ์, วิคเตอร์ ลินเดอลอฟ, มาร์คุส แดเนียลสัน (ซลาตัน อิบราฮิโมวิช น.80), ลุดวิก ออกุสตินส์สัน – เดยัน คูลูเซฟสกี้, เยสเปอร์ คาร์ลสตรอม (มัทเทียส สวานแบร์ก น.67), คริสตอฟเฟอร์ โอลส์สัน (เยสเปอร์ คาร์ลส์สัน น.80), เอมิล ฟอร์สเบิร์ก – อเล็กซานเดอร์ อิซัค, โรบิน ไควสัน (แอนโธนี่ย์ อีแลงก้า น.67)

กุนซือทีมชาติสวีเดน : ยานเน่ อันเดอร์สสัน

ผู้ตัดสิน : ดานิเอเล่ ออร์ซาโต้ (อิตาลี)

 

 

เทียบโปรแกรมโค้งสุดท้าย ระหว่างทีมที่ลุ้น 4 แชมป์ กับอีกทีมที่ลุ้น3 แชมป์ ว่าใครจะแน่กว่ากันระหว่างหงส์กับเรือ?

ความมันกับความเข้มข้นระหว่างทีมหนึ่งที่ลุ้น 4 แชมป์ กับอีกทีมที่ลุ้น3 แชมป์ ว่าใครจะแน่กว่ากันระหว่าง หงส์แดง (ลุ้น 4แชมป์) Vs เรือใบสีฟ้า (ลุ้น 3แชมป์)ซึ่งความเข้มข้นในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซีซั่นนี้เข้ามาสู่ในช่วงโค้งสุดท้ายแล้ว โดย แมนฯ ซิตี้ กับ ลิเวอร์พูล คือ2สโมสรที่จะท้าชิงถ้วยโทรฟี่สุดยิ่งใหญ่ และงานนี้บอกเลยว่าโปรแกรมของพวกเขาลุ้นสนุกกันแน่นอน เนื่องจากจะต้องมี 1 เกม (ในลีก) ที่จะดวลฟัดกันเองในเดือนเมษายนนี้

ซึ่งก่อนหน้านี้สถานการณ์ในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกเมืองผู้ดี ดูเหมือนจะไม่มีอะไรน่าลุ้นเนื่องจากช่วงต้นปี 2022 ทีมเรือใบสีฟ้า ทำคะแนนโกยทิ้งห่างคู่แข่งไปไกลเหลือเกิน โดยเฉพาะ ลิเวอร์พูล “หงส์แดง” ที่มีคะแนนตามหลังเรือใบถึง 14 คะแนน

แต่อย่างไรก็ตามทีมของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ สามารถเก็บชัยชนะ 8 นัดรวดในลีกทำให้ตอนนี้คะแนนช่องว่างที่เคยห่างมากมายลดเหลือแค่1 แต้มเท่านั้น แถมผลต่างประตูได้เสียบวก 5 แต้ม ไล่จี้และกดดัน “เรือใบสีฟ้า”จ่าฝูง แบบหายใจรดต้นคอกันเลยทีเดียว

โดยตอนนี้ทั้ง2สโมสรเหลือโปรแกรมการแข่งขันที่ต้องลงเล่น 9 เกมเท่านั้น และมี1เกมที่พวกเขาต้องดวลฟัดกันเองในถิ่นของเรือใบใน วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายนนี้ ซึ่งอาจจะเป็นเกมที่ชี้วัดว่าใครจะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกก็ได้

ดังนั้นอีก 8 เกมที่เหลืออยู่ ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ “เดอะ ค็อป” ลิเวอร์พูล ก็ห้ามสะดุดเช่นกัน โดย “เดอะ ซัน” สื่อดังในเมืองผู้ดี ได้นำโปรแกรมช่วงโค้งสุดท้ายของทั้ง2ทีมมาเปรียบเทียบกันเพื่อดูว่าทีมใดจะมีโอกาสที่จะได้ชูถ้วยโทรฟี่แชมป์ลีกในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้

เส้นทาง แมนฯ ซิตี้
หลังเกมพักเบรกทีมชาติ ทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เตรียมออกเดินทางไปเยือนถิ่นเทิร์ฟ มัวร์ เพื่อดวลกับ เบิร์นลี่ย์ ทีมที่เรือใบไม่เคยแพ้เลย 14 เกมที่พบกัน หลังจากนั้นจะเปิดบ้านต้อนรับ หงส์แดง และหวังที่จะเก็บชัยชนะให้ได้เพื่อจะได้ทำแต้มหนีคู่แข่งแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีก

และนอกจากนี้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังได้เล่นในบ้านต่อเนื่องต้องดวลกับ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ตามด้วยต้องฟัดกับทีม วัตฟอร์ด ก่อนจะออกไปบุก ลีดส์ ยูไนเต็ด ในช่วงปลายเดือนเมษายน

หลังจากนั้นเปิดบ้านรับมือ ทีมนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ที่ไม่เคยบุกมาชนะในถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยม ในเกมพรีเมียร์ลีก เลย ตามด้วยการเดินทางไปเยือนกรุงลอนดอนเพื่อฟัดกับ ทีม เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ซึ่งถือว่าเป็นที่ยากที่สุดหลังเกมที่ปะทะกับ หงส์แดง

 

แต่ถ้าหากการลุ้นแชมป์ยืดเยื้อไปจนถึงวันสุดท้ายของโปรแกรมการแข่งขัน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีโปรแกรมเปิดบ้านดวลกับ “สิงห์ผงาด” แอสตัน วิลล่า ซึ่งมี สตีเว่น เจอร์ราร์ด อดีตตำนานกัปตันทีม “หงส์แดง” ที่ทำหน้าที่กุมบังเหียน และเชื่อว่า “สตีวี่จี” คงกระตุ้นให้ลูกทีมเอาชนะเจ้าบ้านให้ได้ เพื่อเป็นของขวัญสำหรับสโมสรอันเป็นที่รักของเขา

ซึ่งอย่างไรก็ตามในช่วงระหว่างโปรแกรมในลีก เรือใบสีฟ้า ยังต้องลงแข่งในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในรอบก่อนรองชนะเลิศ และ FA คัพ ในรอบตัดเชือกที่จะพบกับ หงส์แดง ที่สนามเวมบลีย์ ขณะที่เกมลีกอีก1แมตช์กับ วูล์ฟส์ ยังไม่มีการกำหนดวันแข่งที่แน่นอน

แต่เมื่อมองโดยภาพรวมแล้ว ต้องยอมรับว่า แชมป์เก่า เรือใบสีฟ้า ค่อนข้างได้เปรียบกว่า เพราะพวกเขามีเกมหนักแค่2แมตช์นั่นคือการรับมือ หงส์แดง และเยือน เวสต์แฮม แต่การสู้กับทีมที่ต้องหนีตกชั้นอาจจะสร้างปัญหาให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้เช่นกัน

    โปรแกรม 9 เกมสุดท้าย แมนเชสเตอร์ ซิตี้
วันเสาร์ที่ 2 เมษายน – เบิร์นลี่ย์ (เยือน)
วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน – ลิเวอร์พูล (เหย้า)
วันพุธที่ 20 เมษายน -ไบรท์ตัน (เหย้า)
วันเสาร์ที่ 23 เมษายน – วัตฟอร์ด (เหย้า)
วันเสาร์ที่ 30 เมษายน – ลีดส์ ยูไนเต็ด (เยือน)
วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม – นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (เหย้า)
วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม – เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (เยือน)
วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม – แอสตัน วิลล่า (เหย้า)
ยังไม่กำหนดวัน – วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส (เยือน)

 

เส้นทาง ทีมลิเวอร์พูล 
สำหรับโปรแกรมของทีมหงส์แดง ช่วงนี้เหล่าสาวกทีม “เดอะ ค็อป” ต้องยอมรับว่าทีมพวกเขาเจอกับงานหินเหลือเกิน เพราะคู่แข่งค่อนข้างที่จะโหดกว่าของทีม เรือใบสีฟ้า ดังนั้นถ้าทีม ลิเวอร์พูล  อยากคว้าแชมป์ลีกก็ต้องเก็บชัยชนะให้ได้เพื่อจะได้สะสมแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษสมัยที่ 20

หลังหมดเกมช่วงฟีฟ่าเดย์ ลิเวอร์พูล   ต้องเปิดถิ่นแอนฟิลด์ ต้อนรับทีม วัตฟอร์ด ซึ่งต้องบอกว่านี่คือแมตช์ที่ง่ายที่สุดของช่วงโค้งสุดท้ายจริงๆ เพราะหลังจากนั้น หงส์แดง ลิเวอร์พูล ต้องเจอกับงานหนักชนิดเข็นครกขึ้นภูเขาโดยเริ่มด้วยการไปบุกถึงถิ่น แมนฯ ซิตี้

หลังจากนั้นก็เตรียมทำศึกใหญ่ “แดงเดือด” ต้อนรับ ผีแดง ซึ่งกำลังลุ้นอันดับTop4 และ5วันให้หลังก็ต้องระเบิดเกมเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์ พบ ทีม  ท๊อฟฟี่สีน้ำเงิน เอฟเวอร์ตัน ที่อยู่ในช่วงดิ้นรนหนีการตกชั้น

 

ตามด้วยการไปเยือนทีม สาลิกาดง นิวคาสซิล ที่สนาม เซนต์ เจมส์พาร์ค ซึ่งพวกเขาทำได้แค่เสมอแบบไม่มีประตูเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา และเกมต่อไปก็ต้องดวลกับทีมที่ลุ้นโควตา “บิ๊กเอียร์” อย่าง ไก่เดือยทอง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์

และ2เกมสุดท้ายของฤดูกาล ถือว่าไม่หนักมากเพราะไปเยือนทีม เซาธ์แฮมป์ตัน กับรับมือทีม วูล์ฟส์ ขณะที่เกมต้องพบกับทีม แอสตัน วิลล่า ซึ่งมี สตีเว่น เจอร์ราร์ด  กุมบังเหียน อยู่แต่ยังไม่มีการกำหนดวันแข่งที่แน่นอน

แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือหาก เจอร์เก้น คล็อปป์  สามารถบุกไปคว่ำ เรือใบสีฟ้า  ถึงถิ่นพวกเขา นอกจากจะทำแต้มแซงขึ้นเป็นจ่าฝูงแล้ว จะทำให้พวกเขามีกำลังใจที่ฮึกเหิมในการสู้กับโปรแกรมหฤโหดที่เหลืออยู่ด้วย

และถ้า หงส์แดง สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในซีซั่นนี้ได้สำเร็จ มันจะกลายเป็น1ในการกลับมาคว้าแชมป์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของวงการลูกหนังอังกฤษเลยทีเดียว

โปรแกรม 9 แมตช์สุดท้าย ทีมลิเวอร์พูล 
วันเสาร์ที่ 2 เมษายน – วัตฟอร์ด (เหย้า)
วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน – แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (เยือน)
วันอังคารที่ 19 เมษายน – แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (เหย้า)
วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน – เอฟเวอร์ตัน (เหย้า)
วันเสาร์ที่ 30 เมษายน – นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (เยือน)
วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม – ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ (เหย้า)
วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม – เซาธ์แฮมป์ตัน (เยือน)
วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม – วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส (เหย้า)
ยังไม่กำหนดวัน – แอสตัน วิลล่า (เยือน)

 

 

คริสเตียโน่ โรนัลโด้  ไร้แชมป์ครั้งแรกในรอบ16ปี หลังพาทีมตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย ชปล.

คริสเตียโน่ โรนัลโด้  ไร้แชมป์ครั้งแรกในรอบ16ปี หลังพาทีมตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปเรียบร้อยแล้ว และแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องนั่งปาดน้ำตาที่เห็นทีมรักของตัวเองตกรอบ และถือเป็นผลงานที่น่าชื่นมื่นสำหรับทีมแอตเลติโก มาดริด และเป็นผลการแข่งขันที่น่าผิดหวังของ ทีมปิศาจแดง หลังจากที่ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่2 ที่สนาม โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อวันอังคารที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมานั้น “ตราหมี” บุกไปชนะทีมดังของเมืองผู้ดี 1-0 จนทำให้พวกเขาคว้าชัยด้วยประตูรวม 2 นัด 2-1 และได้เข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศต่อไป

และแฟนบอลอาจจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าแมตช์นัดดังกล่าวทำให้เกิดสถิติและเกร็ดที่น่าสนใจขึ้นมา อย่างเช่นการที่ ทีม “ตราหมี”  เป็นทีมเดียวในประวัติศาสตร์ของ แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่เขี่ยทีมฟุตบอลจากอังกฤษซึ่งมีดีกรีเคยได้สัมผัสถ้วย “บิ๊กเอียร์” ตกรอบน็อกเอาต์ได้ถึง 3 ทีม และเป็นครั้งที่ 3 ในการเล่นถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ CR7 คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ลงเล่นแบบเต็มเกมแต่ไม่มีจังหวะลุ้นทำประตูเลย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจพอตัว

อย่างไรก็ตาม มันก็ยังมีประเด็นอย่างอื่นที่ถือว่าน่าสนใจและหลายคนอาจจะนึกไม่ถึงเหมือนกัน โดยในจำนวนนั้นถือเป็นสถิติที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปีซะด้วย

– ลางร้ายตลอด
โดยที่ในนัดแรก ปิศาจแดง  ได้ประตูตีเสมอจากทีม แอต. มาดริด ในช่วง 10 นาทีสุดท้ายของเกมจาก แอนโธนี่ อีแลงก้า ทำให้พวกเขาไม่เสียเปรียบมากนัดในการเล่นนัดที่2  และตอนนั้นพลพรรค ผีแดง ก็ชื่นมื่นกันสุดๆ แต่ที่จริงแล้วนั่นแทบจะเป็นลางร้ายสำหรับ ปิศาจแดง ก็ว่าได้ เพราะหากนับรวมฤดูกาลนี้เข้าไปด้วยแล้วล่ะก็ มันก็กลายเป็นว่า 3 ครั้งหลังสุดที่ แมนเชสเตอร์  ยูไนเต็ด ได้ผลเสมอในนัดแรกของรอบน็อกเอาต์ในศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้นั้น แต่ท้ายที่สุดแล้ว ทีมปิศาจแดง กลับเป็นฝ่ายตกรอบทั้งหมด โดยครั้งแรกคือซีซั่น  2012-13 ที่ทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ออกไปเสมอทีม ราชัน ชุดขาว เรอัล มาดริด 1-1 ก่อนจะกลับมาแพ้ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด 1-2 ตามด้วยฤดูกาล 2013-14 ที่ทีมในยุคของ เดวิด มอยส์ เปิดบ้านเสมอกับ เสือใต้ บาเยิร์น มิวนิค ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้ก่อน 1-1 แต่หลังจากนั้นก็ไปแพ้ 1-3 ที่ อัลลิอันซ์ อารีน่า

– ครั้งแรกของกุนซือ ซิเมโอเน่
ก่อนถึงซีซั่น  2021-22 นั้น เจ้าของฉายา “เอล โชโล่” เคยนำ แอต. มาดริด เจอกับคู่แข่งที่มี CR7 โรนัลโด้ อยู่ในทีม 5 ครั้ง หากนับเฉพาะรายการ แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ ซิเมโอเน่ กลับต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ทั้งหมด

สำหรับเกม 5 ครั้งที่ว่าประกอบไปด้วยซีซั่น  2013-14 ที่แพ้ ราชัน ชุดขาว เรอัล มาดริด ในนัดชิงชนะเลิศ, ฤดูกาล 2014-15 ที่โดน ราชัน ชุดขาว เขี่ยตกรอบก่อนรองชนะเลิศ, ซีซั่น 2015-16 ที่ต้องมายืนมอง ราชัน ชุดขาว  รับเหรียญแชมป์ต่อหน้าต่อตาตัวเองอีกครั้ง, ซีซั่น 2016-17 ที่ทีมของเขาแพ้ เรอัล มาดริด ในรอบรองชนะเลิศ และฤดูกาล 2018-19 ที่ CR7 โรนัลโด้ ทำแฮตทริกในนัด2จนพา ยูเวนตุส ชนะ แอต. มาดริด 3-2 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ด้วยเหตุนี้ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมามันเลยถือเป็นครั้งแรกในชีวิตของ ซิเมโอเน่ ที่สามารถพา ทีม“ตราหมี” แอต. มาดริด หักด่านคู่แข่งในเกมระดับ แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่มี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อยู่ในทีมได้

– ความขมขื่นและฝันร้ายในรอบ 40 ปี
การที่ แมนเชสเตอร์  ยูไนเต็ด ตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายของ แชมเปี้ยนส์ ลีก ทำให้มันเป็นที่แน่นอนแล้วว่าฤดูกาลนี้ ปิศาจแดง จะไม่มีถ้วยแชมป์อะไรติดมือเลย และมันก็จะถือเป็นฤดูกาลที่ 5 ติดต่อกันที่จะไม่มีถ้วยแชมป์ระดับเมเจอร์มาประดับตู้โชว์ของสโมสรเพิ่ม

 

และนี่นับเป็นการไม่ได้แชมป์อะไรเลยติดมือ ติดต่อกันที่เลวร้ายที่สุดของ ปิศาจแดง แมนเชสเตอร์  ยูไนเต็ด ในรอบ 40 ปีด้วยกัน โดยครั้งนั้นพวกเขาไม่มีแชมป์ติดมือแบบเดี่ยวๆ เลย ตั้งแต่ฤดูกาล 1977-78 ไปจนถึงฤดูกาล 1981-82 ก่อนที่การรอคอยจะสิ้นสุดลงเมื่อได้แชมป์ เอฟเอ คัพ ในซีซั่น 1982-83

ถึงแม้ว่าระหว่าง 5 ฤดูกาลที่ว่า ปิศาจแดง  จะเคยถูกบันทึกให้เป็น “แชมป์ร่วมกัน” ของรายการ แชริตี้ ชิลด์ (คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ในปัจจุบัน) ประจำซีซั่น 1977-78 (ที่เสมอกับ ลิเวอร์พูล 0-0) แต่ตามหลักการแล้วนั้นการเป็น “แชมป์ร่วมกัน” มันไม่ถูกนับเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่นั่นเอง

 

 

ไม่ควรพลาดกับการ ทดลองเล่น Fortune gods เกมสล็อตสามู การันตียิ่งเล่นยิ่งได้

Fortune gods เกมสล็อตสายมู

Fortune gods สล็อต เป็นเกมสล็อตออนไลน์ใหม่ที่มาแรงที่สุดในตอนนี้ ซึ่งมาในธีม เทพเจ้าแห่งโชคลาภของจีน ที่สื่อถึงความมั่งคั่ง รุ่งเรือง เป็นเกมสล็อตส่งตรงจากค่ายเกมชื่อดังอย่าง PG SLOT ความพิเศษของเกม Fortune gods คือมีการเปิดให้ ทดลองเล่น Fortune gods ฟรี ก่อนใครได้แล้ววันนี้ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเล่นเกมสล็อตออนไลน์หรือเซียนสล็อตไม่ควรพลาดไปทดลองเล่นกันได้เลย ผู้เล่นจะได้สัมผัสกับความเจริญรุ่งเรืองจากเทพเจ้า Caishen ที่พร้อมมอบความโชคดีให้กับผู้เล่น นอกจากนี้ยังมีเงินรางวัลมากมายในเกมที่เต็มไปด้วยโบนัสสัญลักษณ์ wild และซุปเปอร์โบนัสที่หาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

ทำความรู้จักกับ กติกาเกม Fortune gods สล็อต ก่อนเริ่มเล่นจริง

อย่างที่ทราบกันดีว่า Fortune gods สล็อต เป็นเกมที่ส่งตรงจากสล็อต pg ซึ่งความโดดเด่นของค่ายนี้คือสล็อตแตกง่าย ได้เงินจริงนั้นเอง เป็นเกมสล็อตที่พัฒนาให้มีความทันสมัย ภาพสวยน่าเล่น ซึ่งสำหรับ Fortune gods นั้นสร้างขึ้นมาในรูปแบบ เกม 3 มิติ เป็นสล็อตวิดีโอแบบ 5 วงล้อ 3 รีล มีสัญลักษณ์พิเศษหลักๆ อยู่ 3 สัญลักษณ์ที่แจกเงินรางวัลมากกว่าทั่วไป ได้แก่

1 สัญลักษณ์ Wild ที่สามารถแทนสัญลักษณ์อื่นๆ ได้ ยกเว้น สัญลักษณ์ Lucky Caishen กับ Success Caishen และจะปรากฎในฟีเจอร์ของ Fortune god เท่านั้น

2 Lacky Caishen รูปเทพเจ้าแห่งโชคลาภ และ Success Caishen รูปเทพเจ้าแห่งความสำเร็จ โดย 2 สัญลักษณ์นี้จะปรากฏบนรีลที่ 2, 3, และ 4 เท่านั้น โดยมีอัตราการจ่ายสูงกว่า สัญลักษณ์ทั่วไป

นอกจากนี้แล้วแถมยังมีเส้นไลน์ในการวางเดิมพันถึง 15 รูปแบบ มีระดับการเดิมพันตั้งแต่ 1-10 และขนาดการเดิมพัน 0.02 – 2.00 ด้วย

ไลน์ในการชนะรางวัลเดิมพัน Fortune gods สล็อต

ไลน์ในการวางเดิมพันของเกม Fortune gods สล็อต นั้นมีด้วยกันทั้งหมด 15 ไลน์ โดยจะจ่ายรางวัลเฉพาะรายการสูงสุดของแต่ละไลน์ โดยจะต้องชนะติดต่อกันจากรีลซ้ายไปขวา และจากรีลขวาไปซ้าย ถึงจะแสดงเงินรางวัลรูปแบบเงินสด

วิธีการเล่น และสัญลักษณ์ เกมสล็อต Fortune gods

1 Future Symbol

สล็อตเทพเจ้าแห่งโชคลาภนี้มีสัญลักษณ์ฟีเจอร์เป็นรูป เทพเจ้าแห่งโชคลาภ โดยปรากฏอยู่บนวงล้อรีลที่ 2, 3 และ 4 เท่านั้นถึงจะเริ่มฟีเจอร์ เทพเจ้าแห่งโชคลาภ

2 Future Symbol

สัญลักษณ์ เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ นั้นถือเป็นอีกฟีเจอร์หนึ่งที่มีความคล้ายกับ เทพเจ้าโชคลาภ โดยปรากฎบนตำแหน่งของวงล้อที่ 2, 3 และ 4 ถึงจะเข้าสู่ฟีเจอร์ เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ

3 Wild Symbol

Fortune gods สล็อต จะมีสัญลักษณ์ Wild อยู่โดยสามารถแทนสัญลักษณ์ทั่วไปได้ทั้งหมด ยกเว้นแต่สัญลักษณ์ Scatter เท่านั้นทที่ไม่สามารถแทนได้ โดยสัญลักษณ์ Wild นั้นมีลักษณะเป็นรูป ก้อนทอง เมื่อสปินได้ก็จะแทนสัญลักษณ์ทั้งหมดและช่วยทำให้สล็อตโบนัสแตกง่ายขึ้น โอกาสที่จะได้รับเงินรางวัล Mega Win, Super Win และ SuperMega Win

4 สัญลักษณ์พิเศษ สิงโต

สัญลักษณ์รูป สิงโต นี้ถือเป็นสัญลักษณ์พิเศษในเกม Fortune gods สล็อต ที่จะช่วยให้อัตราการเดิมพันในเกมสูงที่สุดจากทั้งหมด 6 สัญลักษณ์ โดยไม่นับสัญลักษณ์ Scatter และ Wild ของ สิงโต ซึ่งอัตราเดิมพันจะอยู่ที่ 15-300 เท่า

ข้อดีของเกม Fortune gods สล็อต

มีบริการให้ ทดลองเล่น Fortune gods ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เกมใหม่ล่าสุด ส่งตรงจาก PG เกมใหม่ ที่พร้อมอัพเดททุกวัน บริการฝาก-ถอน โอนไว รวดเร็วทันใจ รองรับการเล่นทุกอุปกรณ์การใช้งาน สนุกสนานเพลิดเพลินได้แบบไม่มีสะดุด ตลอด 24 ชั่วโมง ลุ้นรับเงินรางวัลโบนัสมากมาย เช่น Mega Win, Super Win และ SuperMega Win ในเกม Fortune gods สล็อต

Spadegaming มือถือ สุดยอดเกมสล็อตออนไลน์ทำเงิน มาใหม่ล่าสุด

Slot Spadegaming

Spadegaming มือถือ ค่ายสล็อตน้องใหม่ที่เปิดให้เดิมพันในรูปแบบทันสมัย ได้พัฒนาให้เข้ากับยุคปัจจุบัน มีเกมเดิมพันออนไลน์ ให้ผู้เล่นได้เลือกเล่นมากมาย ทั้งสล็อตออนไลน์ เกมยิงปลาหรือ สล็อตบิงโกออนไลน์ พัฒนาเกมทำเงินได้จริง ที่ให้ความสนุกสนาน เล่นแล้วได้เงินจริง Spadegaming มือถือ พัฒนาเกมอย่างต่อเนื่องเพื่อเอาใจคนเอเชียและขยายการให้บริการไปยังทั่วโลกซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าผู้เล่นจะเล่นอยู่มุมไหนของโลก สามารถเดิมพัน สล็อตออนไลน์ภายใต้การดูแลของค่ายสล็อตออนไลน์อย่าง Spadegaming สล็อตได้อย่างมีมาตรฐานที่เท่าเทียมกัน

เล่น Spadegaming มือถือ โดนใจทุกเกม

บริษัทในเอเชีย ได้พัฒนาเทคโนโลยีในการเล่นเกมสล็อตออนไลน์ให้แปลกใหม่กว่าค่ายสล็อตใดๆ มีรูปแบบในการพัฒนาที่เป็นแนวเอเชียและผสมผสานความเป็นสากล ให้เหมาะกับนักเดิมพันทั่วโลกนั้นเอง Spadegaming มือถือ มีหลากหลายเกมทำเงินชื่อดังที่ได้รับความนิยมจากเหล่านักเดิมพัน พร้อมกับเทคนิคการเล่นที่เปิดเผยให้ผู้เล่นสามารถเอาชนะเกมออนไลน์ได้ยาก Spadegaming มือถือ มาพร้อมกับเกมสล็อตในรูปแบบ 3D เพิ่มความน่าตื่นเต้นและเร้าใจกว่าเดิม วันนี้เรามีเกมจากค่าย Spadegaming มือถือ มาแนะนำ เกมสล็อตแตกง่าย ทำเงินได้จริง

Heroes Rise of the legend

เกม สล็อต Heroes Rise of the legend ที่นำเสนอ สล็อต ในธีมการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ที่มีฮีโร่สี่ตัว ซึ่งเป็นตัวแทนของสัญลักษณ์พิเศษในการเล่นเกมเพื่อให้ผู้เล่นสะสมด้วย ด้วยกราฟิกคุณภาพสูง และดนตรีประกอบที่น่าตื่นเต้น ทุกสปินจะรู้สึกราวกับว่าผู้เล่นกำลังมีส่วนร่วมในการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่นั้นเอง

คุณสมบัติของเกม

1 5 รีล 50 เพย์ไลน์และรางวัลมากถึง 1500 เท่า

2 รวบรวมสัญลักษณ์ที่ซ้อนกันของฮีโร่ 25 ตัวเพื่อปลดล็อคโหมดคุณสมบัติพิเศษ

3 เกมคุณสมบัติ 4 อย่างที่ไม่เหมือนใครพร้อมด้วยวิธีการชนะที่แตกต่างกัน

4 King Arthur – รวบรวมสัญลักษณ์ King Arthur ให้มากที่สุดเพื่อรับรางการเดิมพันทั้งหมด

5 Iron Khan – สัญลักษณ์ WILD พุ่งออกมาจาก Iron Khan สำหรับการชนะครั้งใหญ่แบบสุ่ม

6 Princess Yue – Princess Yue เฉือนรีลเพื่อเปลี่ยนเป็น Reel WILD

7 Master Jiang – รวมภูมิปัญญาของอาจารย์เพื่อรับรางวัลมหากาพย์ครั้งสุดท้าย

8 RTP : 96.97%

ข้อดีของการเล่น Spadegaming มือถือ

เล่นง่าย เพียงแค่มีโทรศัพท์ก็สามารถเข้าเล่นเกมเดิมพันได้ง่ายๆ ไม่ต้องดาว์นโหลดแอพให้ยุ่งยาก

Spadegaming มือถือ มีเกมให้เลือกเล่นมากมายหลากหลายประเภทให้เล่น ระบบภาพสวย ลื่นไหล ไม่มีสะดุด มีบริการให้ลองเล่นผ่านมือถือได้ทันที สามารถเข้าเล่นได้ทุกที่ทุกเวลาเมื่อต้องการ